disney land mymagic and big data



Big Data กับ Disney World, Orlando


Share this article

สวนสนุกดิสนี่ย์ แลนด์ (Disney land) ดินแดนแห่งเทพนิยายและความฝันในวัยเด็ก ด้วยอำนาจแห่ง Big Data + MagicBands จะเปลี่ยนให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเก็บข้อมูลเพื่อการตลาดชั้นยอด

 

 

วอลท์ ดิสนี่ย์ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับการชื่นชมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่นานมานี้บริษัทได้ออกมานำเสนอระบใหม่ที่มีชื่อว่า MyMagic+ system ซึ่งส่วนหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดของระบบนี้คือ MagicBands สายรัดข้อมืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีไว้ใช้สำหรับการเที่ยวชม Disney World ในออร์แลนโด้

 

bigdata-disney2

 

ความพิเศษของสายรัดข้อมือนี้คือ มันสามารถใช้แทนบัตรผ่านเข้าประตู บัตรเครดิต และคียร์การ์ดสำหรับห้องพัก ฯลฯ ได้ ซึ่งขณะนี้การใช้งานสายรัดข้อมือที่ว่ายังเป็นการเปิดให้ใช้โดยสมัครใจ แต่หากลูกค้าคนใดที่สมัครเข้าร่วมใช้งาน MagicBands ก็จะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ การไม่ต้องรอคิวเพื่อเข้ารับบริการ สามารถลงทะเบียนเล่นเครื่องเล่นล่วงหน้าได้ ปรับเปลี่ยนการจองได้ด้วยสมาร์ทโฟน และการได้รับการต้อนรับด้วยชื่อตามจุดต่างๆ เป็นต้น (ซึ่งเป็นชื่อที่ลงทะเบียน)

 

การที่ดิสนี่ย์จัดทำระบบนี้ขึ้นจะทำให้สามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าที่เป็นประโยชน์ได้อย่างมากมาย ตั้งแต่ ข้อมูลประวัติการใช้จ่ายขณะเที่ยวชมดิสนี่ย์ เวิร์ล ติดตามข้อมูลโลเคชั่นได้แบบเรียลไทม์ ข้อมูลประวัติของผู้เข้าชม ประวัติการเล่นเครื่องเล่น และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มารวบรวมเข้าไว้ด้วยกันเป็น Big Data เพื่อเอาไว้วิเคราห์พฤติกรรมของลูกค้าได้

 

bigdata-disney3

 

แต่อย่างไรก็ตามทางดิสนี่ย์ก็ได้มีการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของลูกค้า และให้สิทธิ์ขาดแก่ลูกค้าว่าจะยินยอมให้ทางดิสนี่ย์เก็บข้อมูลได้มากแค่ไหน เก็บข้อมูลด้านใดได้บ้าง และสามารถนำไปแชร์และนำไปใช้ต่อได้หรือไม่ โดยทางลูกค้าผู้เข้าชมสามารถตั้งค่าได้ในเมนูพิเศษ ว่าจะให้ทางดิสนี่ย์ส่งโปรโมชั่นที่จัดขึ้นเป็นพิเศษตามความสนใจของตัวลูกค้าเองให้แก่ลูกค้าหรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อมูลอย่างลูกค้าใช้บริการอะไรบ้างขณะเที่ยวชมดิสนี่ย์ เวิร์ล ก็เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ทางดิสนี่ย์ต้องเก็บอยู่แล้ว

 

ในการติดตั้งระบบ MyMagic+ system เพื่อให้ใช้งานได้นั้นดิสนี่ย์ต้องลงทุนในหลายๆด้าน ทั้งการเทรนพนักงานกว่า 60,000 คนในการใช้งานระบบ การติดตั้ง Wi-FI ให้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40 ตารางไมลส์ในออร์แลนโด้และต้องเพียงพอต่อการเชื่อมต่อใช้งานของลูกค้า ซึ่งคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับการติดตั้งระบบที่ดิสนี่ย์จะต้องจ่ายจะเป็นเงินกว่า $800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณสองหมื่นแปดพันล้านบาท) และการที่จะทำให้ข้อมูลที่ได้รับผ่านทาง MagicBands ให้สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ ประมวลผลได้ และแสดงข้อมูลผ่าน MyMagic+ system ได้นั้น ดิสนี่ย์ต้องสร้าง Big Data platform ขนาดใหญ่ขึ้นมาโดยใช้ทั้ง Hadoop, Cassandra และ MongoDB

 

bigdata-disney1

 

และจากข้อมูลของลูกค้าที่มาเที่ยวชมดิสนี่ย์ เวิร์ล ที่ทางดิสนี่ย์สามารถเก็บและติดตามได้นี้ ทำให้ดิสนี่ย์สามารถนำเอมาช่วยบริหารจัดการทรัพยากรและบริการได้ในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรห้องพัก รอบของเครื่องเล่น ร้านอาหาร จุดขายของที่ระลึก และที่ว่างสำหรับจอดรถ เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าด้วยข้อมูลการใช้จ่ายที่เราได้กล่าวถึงไปในข้างต้น ที่ดิสนี่ย์สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อเสนอขายสินค้าและบริการให้ลูกค้าได้ในอนาคต และค่าบริหารจัดการที่มีแนวโน้มลดลงจากการมีข้อมูลเข้ามาช่วยจัดสรร เงินที่ลงทุนไปในครั้งนี้ของดิสนี่ย์น่าจะถอนทุนคืนได้ในเวลาไม่นาน

 

Cr. datafloq.com, orlando.travelivery.com, aol.com, viajes-estadosunidos.net, secure.parksandresorts.wdpromedia.com

READ  5 บริษัทชั้นนำที่พิสูจน์แล้วว่า Big Data มีดี

ลงทะเบียนรับข่าวสาร

ไม่พลาดทุกการอัพเดทจาก Big Data Experience Center

Big Data Experience Center (BX)

ชั้น 14 อาคาร Knowledge Exchange Center (KX)
110/1 ถนนกรุงธนบุรี, แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 10600
อีเมล์: [email protected]